Headlines News :

Terpopuler

Blog Archive

Powered by Blogger.

ฝรั่งสู้ชีวิตขับซาเล้งเร่ขาย BBQ ซอสอร่อยเหาะจากอังกฤษ หมู ไก่ ไม้ละ 20

       ฝรั่งชาวอังกฤษสู้ชีวิต ขับซาเล้งเร่ขายบาร์บีคิวเป็นรายได้เสริมจากการเป็นครูสอนภาษาที่ไม่พอใช้จ่ายเลี้ยงครอบครัว 5 ชีวิต ครูอารี ฝรั่งบาร์บีคิว หมู ไก่ ไม้ละ 20 บาท ซอสอร่อยจากอังกฤษ ด้วยคอนเซ็ปต์ “ฝรั่งหัวใจไทย เรารักเมืองไทย”
       
       Mr.Alistair Iain Muir (อาลิสเตย์ เอียน มิเออร์) อายุ 46 ปี ชาวอังกฤษ หรือครูอารี ครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนพาณิชยการหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ ฝรั่งหัวใจไทยสู้ชีวิต ใช้เวลาว่างจากการสอนหนังสือ ขับรถซาเล้งออกเร่ขายบาร์บีคิวใน อ.หาดใหญ่ เพื่อหารายได้เสริมมาเลี้ยงดูคนในครอบครัวรวม 5 ชีวิต เนื่องจากเงินเดือนจากการเป็นครูไม่พอต่อค่าใช้จ่าย
       
       โดยในเวลาประมาณบ่าย 2 โมงของทุกวัน หลังจากที่ครูอารี เสร็จจากการสอนหนังสือ และในช่วงปิดเทอม จะขับรถซาเล้งเขียนป้ายสโลแกนข้างรถว่า “ครูอารี ฝรั่งบาร์บีคิว หมู ไก่ ไม้ละ 20 ซอสอร่อยจากอังกฤษ ฝรั่งหัวใจไทย เรารักเมืองไทย” ออกจากบ้านเช่าในซอย 4 ถนนปุณณกัณฑ์ ตรงข้ามมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.หาดใหญ่) ไปเร่ขายบาร์บีบีคิวตามจุดต่างๆ ในตัวเมืองหาดใหญ่ โดยจุดแรกขายที่หน้าหาดใหญ่เบเกอรี่เซ็นเตอร์ ย่านถนนรัถการ จุดที่ 2 ตรงข้ามโรงพยาบาลหาดใหญ่ และจุดที่ 3 ที่ตลาดศรีตรัง ข้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.หาดใหญ่) ซึ่งแต่ละวันจะขายจนหมด และกลับเข้าบ้านในเวลา 2-3 ทุ่ม
   
       ซึ่งจากการติดตามไปดูการขายบาร์บีคิวของครูอารี ของผู้สื่อข่าวพบว่า ได้รับความนิยมจากลูกค้าค่อนข้างดี ทันทีที่นำรถไปจอดก็มีลูกค้าทั้งขาประจำ และขาจรมาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง และต่างชอบในรสชาติบาร์บีคิวของครูอารี โดยเฉพาะซอสที่เป็นต้นตำรับของประเทศอังกฤษ ที่สำคัญ ครูอารียิ้มแย้มแจ่มใส และทักทายหยอกล้อกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง โดยประโยคเด็ดที่ติดปาก และอ้อนลูกค้าคือ “ขายให้หมดไม่งั้นเมียจะไม่ให้เข้าบ้าน” ซึ่งเรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากลูกค้าเป็นอย่างดี
       
       ครูอารี บอกว่า เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 4 ปี และแต่งงานกับสาวไทย คือ นางวรัตรา พุ่มมาลา อายุ 34 ปี ชาว อ.ปากช่อง และมีลูกด้วยกันหนึ่งคน จากเดิมสอนภาษาอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมากว่า 3 ปี และเริ่มขายบาร์บีคิว โดยนำรถเข็นออกเร่ขายเป็นรายได้เสริม และได้ย้ายมาสอนภาษาอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และยังคงยึดอาชีพเร่ขายบาร์บีคิวเพื่อหารายได้เสริมแต่เปลี่ยนเป็นรถจักรยานยนต์สามล้อพ่วงข้าง หรือซาเล้งแทน
       
       เนื่องจากต้องเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวถึง 5 คน ทั้งตัวเอง ภรรยา ลูก 2 คน ซึ่งเป็นลูกของตัวเองกับภรรยาคนไทย และลูกติดจากภรรยา รวมทั้งหลานสาวของภรรยา ซึ่งเงินเดือนจากการสอนภาษาไม่พอเป็นค่าใช้จ่าย และเลี้ยงคนในบ้าน จึงต้องหารายได้เสริม โดยแต่ละวันจะทำบาร์บีคิวไปขายวันละประมาณ 200 ไม้ มีรายได้จากการขายที่ยังไม่หักต้นทุนประมาณวันละ 3,000 บาท นอกจากนี้ ต้องการเก็บเงินบางส่วนเป็นค่าตั๋วเครื่องบินพาครอบครัวกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ประเทศอังกฤษ เนื่องจากมีราคาแพงคนละ 60,000 บาท



   
       ครูอารี บอกอีกว่า ตัวเองรักเมืองไทย และจะขอใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยกับภรรยา และลูกๆ และหากมีโอกาสก็จะพาครอบครัวกลับไปเยี่ยมบ้านที่ประเทศอังกฤษบ้าง เพราะไม่ได้กลับมาหลายปี ส่วนชีวิตในวันนี้ พออยู่พอกิน และมีความสุขกับครอบครัว ที่สำคัญคนไทยเป็นมิตร และน่ารัก

       
       ภาพ/เรื่อง โดย ธวัช หลำเบ็ญส๊ะ

หาของกินหรอยๆ ที่ตลาดริมน้ำคลองแดน อ.ระโนด จ.สงขลา



"จาโก๊ย" คือ ปาท่องโก๋
       เพลิดเพลินกับธรรมชาติ และบรรยากาศย้อนยุคที่ “ตลาดริมน้ำคลองแดน” กันแล้วในคอลัมน์ “เที่ยวท่องล่องใต้” ก็อดใจไม่ไหวที่จะเก็บภาพ อาหาร และขนมอร่อยๆ แปลกๆ มานำเสนอกันอีกรอบใน “เมนูเด็ดเมืองใต้”

       
       เก็บงาม ตามแบบ ชนบท
       งามคลอง โค้งคด บอกบทเรื่อง
       ตลาดเก่า สามคลอง เชื่อมสองเมือง
       เที่ยวคลองแดน ร่วมประเทือง วีถีคลอง
      
       ประพันธ์โดย อ.นิธิ อนันตพงศ์

     
"น้ำแข็งบอก" หรือ "น้ำแข็งหมุน"
       
       ตลาดริมน้ำคลองแดน เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่สุดเขตของ 2 จังหวัดในภาคใต้ มีเพียงลำคลองเล็กๆ เป็นเส้นเขตแบ่งแดน นั่นก็คือ ระหว่าง ต.คลองแดน อ.ระโนด จ.สงขลา กับ ต.รามแก้ว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช จริงๆ แล้วแม่น้ำสายนี้ แบ่งเป็นลำคลอง 3 สาย คือ คลองระโนด คลองชะอวด และคลองปากพนัง ซึ่งเชื่อมต่อบรรจบกัน ณ จุดนี้ ที่ตลาดริมน้ำคลองแดน จึงมีสโลแกนขึ้นว่า คลองแดน “สามคลอง สองเมือง” ในส่วนของตลาดริมน้ำจะเปิดเฉพาะวันเสาร์ วันเดียวเท่านั้น เริ่มจับจ่ายกันได้ตั้งแต่ประมาณบ่ายสามโมง กว่าตลาดจะวายก็ สามทุ่ม

ขนมจาก      

ปลาทอดทรงเครื่อง
             
       นอกจากได้ชอป ได้ชิมแล้ว ยังมีการแสดงพื้นถิ่น อย่างมโนราห์ ให้ได้ชมกันระหว่างรับประทานอาหารอีกด้วย และมีการบรรเลงดนตรีไทยสดๆ กล่อมผู้มาเยือนตลอดจนตลาดปิด โดยเฉพาะคนใต้บ้านเรา ไม่ต้องไปเที่ยวไกลถึง อัมพวา หรือตลาดร้อยปีสามชุก ไปนครศรีธรรมราช หรือแวะมาสงขลา ก็เที่ยวตลาดริมน้ำแบบย้อนยุคได้เหมือนกัน
      

"ขนมปังโรตี" คือ ขนมปังห่อกล้วยหอม ชุบไข่ทอด ราดนมข้นหวาน
      

"ขนมปังโรตี" คือ ขนมปังห่อกล้วยหอม หรือไส้กรอกชีส ชุบไข่ทอด ราดนมข้นหวาน
      

"ก้างปลาทอด" ใช้ปลาโคบ หรือ ปลาหลังเขียว
      

"ปลาเส้น" มีทั้งแบบเค็ม หวาน (นำเนื้อปลาโคบมาทำเป็นเส้น)
      

ข้าวเหนียวหมู
             
       
       ตลาดริมน้ำคลองแดน เป็นการร่วมมือสร้างสรรค์ โดยชุมชน เพื่อชุมชน ตั้งอยู่ที่ทิศเหนือของ อ.เมือง จ.สงขลา ประมาณ 100 กม. และมีระยะทางจาก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ประมาณ 100 กม. เช่นกัน คลองแดนจึงมีที่ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางระหว่าง จ.สงขลา กับ จ.นครศรีธรรมราช เดินทางไม่ยาก มีป้ายบอกตลอดทาง


       
       สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 128 ม.2 ต.คลองแดน อ.ระโนด จ.สงขลา คุณเกรียงไกร อันนตพงศ์ (ประธานชุมชน) โทร.08-9231-5281 คุณอภิชาต เหมือนทอง โทร.08-6958-2776 และ คุณสายัญห์ ชลสาคร หรือครูสายัณห์ โทร.08-1896-7352











หอยครกทะเล ตลาดรถไฟสงขลา เจ้าเก่า

ขายดี! จนหยอดไม่ทัน “หอยครกทะเล” เจ้าเก่าตลาดนัดรถไฟสงขลา

       หอยครกทะเล ตลาดรถไฟสงขลาเจ้าเก่า สร้างรายได้งามมาเกือบ 10 ปี ลูกค้าติดใจในรสชาติของความอร่อย เข้าคิวรอยาวเหยียด ชนิดที่เรียกว่าเตาไม่ทันจะร้อน แป้งไม่ทันหยอด เผยเคล็ดลับ กุ้ง หอย ปลาหมึก ต้องสด และใส่เครื่องปรุงเต็มพิกัด
            
       นายกิติทัศน์ นางจันทร์จิรา เลขะสม สองสามีภรรยา ชาวจังหวัดสงขลา เจ้าของร้าน “กิติทัศน์หอยครก” มาเปิดร้านขายหอยครกทะเล ในตลาดนัดรถไฟ เขตเทศบาลนครสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก จนทำขายไม่ทัน เนื่องจากเป็นหอยครกทะเลเจ้าเก่า ที่มีการพัฒนารสชาติความอร่อย จนลูกค้าติดใจและได้รับการยอมรับจากลูกค้าตลอดมา แถมอัธยาศัยสองสามีภรรยาก็เป็นกันเองกับลูกค้า

             
       นางจันทร์จิรา เลขะสม เปิดเผยว่า สำหรับขั้นตอนการทำหอยครกทะเล หรือ เอาทะเลมาลงครก นั้นไม่ยาก แต่จะยากตรงที่จะต้องมีสูตรพิเศษที่จะต้องทำให้ลูกค้าติดใจ คือความอร่อย เนื่องจากเวลาทำจะมีลูกค้ามาคอยยืนดูตลอดเวลา จึงต้องทำอย่างเต็มที่ ปีนี้เข้าปีที่ 10 ที่ทำมา โดยมีการพัฒนาสูตรเรื่อยมา และใช้เทคนิคนำแป้ง น้ำมัน ใส่ขวดทั้งหมด เพื่อความสะดวกในการทำ
            
       สำหรับวิธีทำนั้น หลังจากเทน้ำมันลงในเบ้าครก ในขณะที่เตาร้อนจนได้ที่ จึงเทแป้งลงเบ้า ทิ้งไว้สักครู่จึงเริ่มใส่ส่วนผสมที่เป็นไส้ทะเล เช่น กุ้ง หอยแมลงภู่ ปลาหมึก พอร้อนจนได้ที่ก็เทไข่ที่เจียวแล้วทับหน้ารอให้สุก ใช้ช้อนแคะทีละฝา ตักใส่ใบตอง โรยพริกไทยและน้ำจิ้ม แป้งกรอบนอกนุ่มใน ก็จะได้หอยครกที่อร่อย

       
       สำหรับหอยครกทะเล ราคากล่องละ 20 - 25 - 30 บาท ซึ่งเป็นราคาเดิม ถึงแม้ว่าในช่วงนี้ราคาไข่ไก่ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้มากมีราคาแพงขึ้น แต่เพื่อคืนกำไรให้ลูกค้าก็ยังคงขายราคาเดิม

       
       สำหรับคุณลูกค้าพื้นที่ใกล้เคียงหรือ ต่างจังหวัด ผ่านมา จ.สงขลา ลองแวะไปชิม และอุดหนุน หอยครกทะเล เจ้าเก่ากันได้ ที่ตลาดนัดรถไฟ เขตเทศบาลนครสงขลา ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เช้า จนถึงเที่ยง หรือที่ชาวสงขลาเรียกกันว่า ตลาดอาทิตย์ นั้นเอง
      






       ภาพ/เรื่อง - ธวัช หลำเบ็ญส๊ะ

สงขลาระอุ! มือปืนควงเอ็ม 16 และอาก้า ถล่มยิงกำนันชื่อดังดับคารถกันกระสุน


 ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - สงขลาโหด! มือปืนควงอาวุธสงครามสาดกระสุนเกือบ 100 นัดถล่ม “กำนันชัย” และลูกน้องคนสนิทดับคารถกันกระสุน ตร.เชื่อปมสังหารเชื่อมโยงเหตุการเมืองท้องถิ่นและเรื่องส่วนตัว โดยก่อนหน้านี้ ลูกน้องคนสนิทของผู้ตายถูกลอบฆ่าไปแล้ว 2 ศพ
      
       เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ (23 ส.ค.) พ.ต.ต นริษฐ์ สุวรรณสะอาด ร้อยเวร สภ.สิงหนคร อ.สิงหนคร จ.สงขลา รับแจ้งเกิดเหตุยิงถล่มกันด้วยอาวุธปืนสงคราม เหตุเกิดบริเวณจุดยูเทิร์นหน้าร้านข้าวมันไก่ไพบูลย์ เส้นทางถนนสายสงขลา-ระโนด พื้นที่หมู่ 1 ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา

       
       หลังตำรวจรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ แค็บ รุ่นไฮแลนเดอร์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ผต 368 สงขลา สภาพถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามพรุนทั้งคัน ภายในรถพบผู้เสียชีวิต 2 ศพ ทราบชื่อคือ นายสิทธิชัย ชุมอิน อายุ 39 ปี หรือ “กำนันชัย” เป็นกำนัน ต.วัดจันทร์ อ.สะทิงพระ จ.สงขลา เสียชีวิตอยู่ตรงที่นั่งคนขับ และนายประสิทธิ์ ลิ้มจู้ อายุ 42 ปี เป็นสารวัตรกำนัน ต.วัดจันทร์ ลูกน้องคนสนิท เสียชีวิตอยู่ตรงเบาะหน้าข้างคนขับ
      
       โดยทั้งสองถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามเอ็ม 16 อาก้า และ 9 มม. จนพรุนทั้งร่าง ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนทั้ง 3 ชนิด ตกอยู่รวม 80 ปลอก ทั้งนี้ รถคันดังกล่าวเป็นรถกระจกกันกระสุนทั้งคัน แต่ไม่สามารถต้านทานแรงกระสุนที่สาดเข้าใส่ได้ ขณะเดียวกัน ภายในรถยังมีกล้องวงจรปิดติดไว้หน้ารถด้วย

       
       จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายสิทธิชัย และนายประสิทธิ์ ได้ขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวมุ่งหน้ากลับบ้านพักใน อ.สะทิงพระ ระหว่างทางมีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คน ขับรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีดำ ไม่ทราบทะเบียน ขับตามประกบ ก่อนใช้อาวุธสงครามทั้งอาก้า เอ็ม 16 และ 9 มม. ยิงถล่มเกือบร้อยนัด

       
       ส่วนสาเหตุ เบื้องต้นคาดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และการเมืองท้องถิ่น ซึ่งกำลังเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี รวมทั้งภาพกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ภายในรถของผู้ตายเพื่อหาเบาะแสของคนร้าย
      
       ทั้งนี้ นายสิทธิชัย หรือกำนันชัย เป็นหนึ่งในกำนันคนดังใน จ.สงขลา โดยก่อนหน้านี้เคยถูกลอบยิงมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่รอดมาได้ ก่อนที่คู่อริซึ่งคาดว่าจะเป็นคนยิง ถูกยิงถล่มด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 จนเสียชีวิต ต่อมา สารวัตรกำนัน และผู้ใหญ่บ้านใน ต.วัดจันทร์ คนสนิทของกำนันชัย ได้ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต 2 ศพ เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นเหตุเชื่อมโยงกัน




มรภ.สงขลา คว้า 3 รางวัลประกวดรองเง็งชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ


        นายวีรศักดิ์ อักษรถึง คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านประจำปี พ.ศ.2556 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีการประกวด 10 ประเภท ได้แก่ วงกลองสะบัดชัย วงสะล้อ ซอ ซึง วงปีพาทย์มอญ ลิเก วงกลองยาวอีสาน หมอลำ เซิ้งวงโนรา วงรองเง็ง และเพลงบอก ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมพาวิลเลี่ยน สงขลา ทั้งนี้ โปรแกรมวิชานาฎศิลป์และการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สงขลา ได้ส่งทีมเข้าร่วมประกวดประเภทวงรองเง็ง จำนวน 3 ทีม ผลปรากฏว่า ได้รับรางวัลทั้ง 3 ทีม คือ รางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และรางวัลชมเชย และได้เข้ารับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย


“ขนมหวัก” ของกินพื้นบ้านปักษ์ใต้ อร่อยเด็ดจนต้องจองคิวข้ามวัน!

               “ขนมหวัก” ของกินพื้นบ้านปักษ์ใต้ ซึ่งกลายเป็นขนมหายาก และเหลือเพียง 3 เจ้าใน จ.สงขลา ด้วยสีเหลืองทองน่ารับประทาน สอดไส้กุ้งและถั่วงอก กินคู่กับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ อร่อยเด็ดอย่าบอกใคร จนลูกค้าต้องโทร.จองคิวข้ามวันเลยทีเดียว
       
       “ขนมหวัก” เป็นขนมไทยพื้นบ้านของภาคใต้ ซึ่งขณะนี้แทบไม่มีให้เห็น และเป็นสินค้าหายากในท้องตลาด คนรุ่นใหม่หลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่นางวัลภา วรรณกูล อายุ 42 ปี ชาวจังหวัดสงขลา ยังคงสืบทอดการทำ “ขนมหวัก” มาจากครอบครัว และขายในเขตเทศบาลนครสงขลามากว่า 10 ปี จนเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของลูกค้า และถือเป็นแม่ค้า 1 ใน 3 รายของ จ.สงขลา ที่ยังคงอนุรักษ์สูตรการทำขนมหวักแบบโบราณดั้งเดิมเอาไว้

            
       นางวัลภา แม่ค้าขนมหวัก บอกว่า ในแต่ละวันจะทำขนมหวักขายเพียงวันละ 120 หวักเท่านั้น โดยลูกค้าจะสั่งจองคิวทางโทรศัพท์ เมื่อถึงคิวก็จะมารับโดยไม่ต้องมายืนรอ เพราะหมดแล้วหมดเลย และราคาไม่แพงขายลูกละ 10 บาทเท่านั้น โดยได้สูตรขนมหวักแสนอร่อยนี้มาจากแม่
     
       “ส่วนผสมของขนมหวัก ได้แก่ แป้งถั่วเหลือง กุ้งสด ถั่วงอก และน้ำจิ้ม แต่ตอนนี้ที่ทำอยู่เพื่อต้องการอนุรักษ์ขนมพื้นบ้านโบราณไว้เท่านั้น ไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลัก โดยจะทำเฉพาะในช่วงงานสำคัญ หรือกิจกรรมการท่องเที่ยว” นางวัลภา กล่าว

      
       สูตรการทำขนมหวักนั้น จะนำถั่วเหลืองมาบดเป็นแป้งใส่ในหวัก หรือทัพพี ทรงครึ่งวงกลม โดยใส่ไส้ที่ทำจากถั่วงอกและกุ้งสด แล้วทับด้วยแป้งถั่วเหลืองอีกครั้ง จากนั้นนำไปทอดน้ำมันร้อนๆ ในกระทะทั้งจวัก จนแป้งสุกได้ที่เป็นสีเหลืองทองอร่าม แล้วยกมาแกะออก ซึ่งเมื่อสุกแล้วรูปร่างของขนมหวักจะคล้ายซาลาเปาทอด โดยรับประทานกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ
     
       และสำหรับที่มาของชื่อ “ขนมหวัก” นั้น ก็เรียกตามอุปกรณ์ที่ใช้ทำ คือ ทัพพี ซึ่งภาษาปักษ์ใต้เรียกว่า “หวัก” (จวัก) นั่นเอง


       ภาพ/เรื่อง - ธวัช หลำเบ็ญส๊ะ











   
 

Featured Content Slider

Health

Support : Creating Website | Template | Template
Copyright © 2013. สงขลา News - All Rights Reserved
Template Created by gu Published by gu
Proudly powered by Blogger